สิ่งที่ควรทำก่อนออกปั่น ..
June 17, 2014 — 14:05

หลายคนอาจคิดว่า.. ก่อนปั่นจักรยานก็แค่วอร์มร่างกาย แค่นั้น ป่าวเลย มีหลายวิธีที่ก่อนออกปั่นเราควสรทำ มีอะไรนั้น ไปติดตามอ่านกันเลย

ทานอาหารให้เหมาะกับตน!
เราควรแยกอาหารสำหรับการฝึกออกกำลังกายและอาหารที่เราทานประจำวัน เพราะมันมีผลต่อประสิทธิภาพการปั่นโดยตรง (เรื่องการย่อยมีผลมาก) จริงอยู่ว่าเราควรจะทานอาหารจำพวกโปรตีนและผักเป็นหลัก และเหลี่ยงคาร์โบไฮเดรตจำพวกแป้งเชิงเดี่ยวที่จะทำให้เราอ้วนได้ง่ายๆ (ตามที่แนะนำในบทความตอนที่สอง) แต่ก่อนออกปั่นร่างกายเราต้องการพลังงานที่เข้าถึงง่ายและรวดเร็วซึ่งก็จะมาจากอาหารจำพวกแป้งทั้งหลายทั้งแหล่ การทานผักหรือเนื้อสัตว์เป็นจำนวนมากก่อนปั่นจึงไม่เหมาะสมเพราะระหว่างออกแรงระบบย่อยอาหารของเราจะทำงานได้ช้าลง

แยกตามการปั่น.

1. ปั่นเบาและสั้น (45-90 นาที)

ทานอะไร: ถ้าทานอาหารมาก่อนแล้วและไม่รู้สึกหิวก็ไม่จำเป็นต้องทานอะไรเพิ่มเท่าไร อาจจะแค่กล้วยสักลูกหรือขนมที่ให้พลังงานสักชิ้นสองชิ้นก็เพียงพอ

ทานตอนไหน: ก่อนการปั่นหรือระหว่างปั่นก็ได้ ไม่ต้องห่วงเรื่องการย่อยอาหาร

2. ปั่นเบาและนาน (2 ชั่วโมง+)

ทานอะไร: การปั่นเบาๆ และนาน หรือการปั่นแบบ endurance (หัวใจราวๆ zone 2) ร่างกายจะเผาผลาญไขมันที่สะสมในร่างกายเป็นหลัก อย่างไรก็ดีเราอาหารที่ให้พลังทันทีสำหรับชั่วโมงแรกของการปั่น และอาหารที่ให้พลังอย่างช้าๆ เมื่อเราเข้าสู่ชั่วโมงที่สอง ลองแซนวิชสักชิ้น โยเกิร์ตผสมผลไม้อบแห้ง หรือทานอาหารตามปกติแต่เน้นอาหารที่ย่อยง่ายสักหน่อย

ทานตอนไหน: ประมาณหนึ่งชั่วโมงครึ่งก่อนออกปั่น ไม่ต้องห่วงเรื่องการย่อยเช่นกันเพราะเราไม่ได้ปั่นหนักมาก

 

3. ปั่นหนักปานกลางและสั้น (45-90 นาที)

ทานอะไร: ปั่นหนักปานกลางอาจจะหมายถึงออกซ้อมกับกลุ่มที่ความเร็วสูงระดับหนึ่ง หัวใจประมาณโซน 2 ถึง 3 ปลายๆ ความหนักหน่วงที่เพิ่มขึ้นหมายความว่าร่างกายจะใช้พลังงานจากไกลโคเจนที่สะสมในกล้ามเนื้อเป็นหลัก ระบบย่อยอาหารก็จะทำงานได้แย่ลงเพราะร่างกายดึงเอาเลือดบริเวณที่ไม่สำคัญต่อการออกแรงอย่างท้องไปช่วยกล้ามเนื้อและระบบหมุนเวียนโลหิต อาหารที่เหมาะก็อาจจะเช่นแซนวิช ข้าวและกับข้าวที่ย่อยง่ายเป็นต้น

ทานตอนไหน: 2 ชั่วโมงก่อนปั่น เราต้องให้เวลาร่างกายย่อยอาหารสักพักแต่ก็ไม่นานเกินจนเริ่มหิว

 

4. ปั่นหนักปานกลางและยาว (2 ชั่วโมง+)

ทานอะไร: กรณีนี้อาจจะหมายถึงปั่นกับกลุ่ม ไม่เร็วและหนักมากแต่ระยะทางไกล เพราะฉะนั้นควรจะทานไว้ให้อิ่มเหมือนเติมน้ำมันไว้เต็มถังครับ เพราะฉะนั้นทานอาหารจำพวกแป้งเยอะสักหน่อย จะเป็นซีเรียล ขนมปังหน้าเนยถั่ว หรือข้าวแบบไทยๆ (เลือกกับข้าวที่ย่อยง่าย) ก็น่าจะเพียงพอ

ทานตอนไหน: 2 ชั่วโมงก่อนปั่น แต่กรณีนี้ปั่นนานอาจจะต้องพกอาหารอย่างกล้วยหรือแซนวิชที่ทานง่ายๆ ไปทานด้วย

 

5. ปั่นหนักและสั้น (45-90 นาที)

ทานอะไร: ปั่นหนักๆ ในระยะเวลาไม่นานเกินชั่วโมงครึ่งอาจจะหมายถึงการซ้อมที่ Threshold, Time Trial หรืออินเทอร์วัลหนักๆ กรณีนี้ร่างกายจะใช้ไกลโคเจนทั้งหมดเท่าที่เรามี เพราะฉะนั้นเราต้องทานให้มากพอที่จะไม่หมดกำลังก่อนซ้อมเสร็จ ระบบการย่อยก็จะทำงานแย่ลงอย่างเห็นได้ชัด เลือกทานคาร์โบไฮเดรตที่ย่อยง่ายอย่างขนมปังสัก 2-3 แผ่น ข้างและกับข้าวที่ย่อยง่าย (ง่ายจริงๆ นะ ไม่งั้นจะเอาเจียนได้) พาสต้า ผลไม้ และพวกถั่วหรือเม็ดทานตะวัน

ทานตอนไหน: 2-3 ชั่วโมงก่อนปั่น ควรให้ร่างกายย่อยอาหารให้เรียบร้อยดีเสียก่อน ก่อนปั่นประมาณ 15 นาทีเติมพลังสัก 100 แคลอรี (ประมาณกล้วยหนึ่งลูก) หรือจะเป็น energy bar ครึ่งแท่งตามด้วยเครื่องดื่มเกลือแร่สักอึก

พาปั่นจักรยาน
January 4, 2014 — 15:51

“ทริปทะลุใจกลางเมือง”
จุดเริ่มต้น : สวนเบญกิตติ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
ปลายทาง : สยามสแควร์
ระยะทาง : ประมาณ 3 กิโลเมตร
มีจักรยานทั้งที อย่าคิดว่าต้องไปปั่นแถบชานเมืองเท่านั้น เราสามารถปั่นเท่ๆ ไปอวดวัยรุ่นย่านใจกลางเมืองได้ ให้ใครๆ เห็นกันไปเลยว่าพาหนะดีๆ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แถมยังถึงจุดหมายตรงเวลาเป็นยังไง

เราเริ่มต้นกันที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ สามารถทะลุหลังที่จอดรถไปยังโรงงานยาสูบ ไปให้สุดทางที่มีรั้วกั้น จากนั้นจะเริ่มเห็นทางสีเขียวๆ (ซึ่งตอนนี้ออกไปทางเทาๆ ดำๆ เสียมากกว่า) ที่เรียกกันว่าทางเดินลอยฟ้านั่นเอง เราปั่นไปตามทางได้เลย ระหว่างทางมีต้นไม้เป็นหลังคาธรรมชาติบังแดดให้เราได้ด้วย เราจะพบกับทางยกระดับที่ลาดชันมากจำนวน 3 ครั้งด้วยกัน ขอแนะนำให้ลงจูงดีที่สุด เพื่อความปลอดภัยของตนเองและผู้ร่วมเส้นทาง

เผลอแป๊ปเดียว มาถึงสวนลุมพินีแล้ว ที่นี่อนุญาตให้นำจักรยานเข้าไปได้ แต่ต้องระแวดระวังกันสักหน่อย เพราะคนเน้นมาเดิน – วิ่งกันมากกว่าใช้จักรยานอย่างที่สวนรถไฟ เลือกออกที่ประตูแยกสีลม แล้วปั่นเข้าไปในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สามารถไปออกที่ถนนอังรีดูนังต์ได้ เลี้ยวขวาแล้วตรงไปอีกนิดก็ถึงสยามสแควร์แล้ว หากจะจอดจักรยานเพื่อลงช็อปปิ้งควรจอดในจุฬาฯ มากกว่า เพราะตอนนี้ห้างแถวนั้นยังไม่มีที่จอดจักรยานเป็นกิจลักษณะเลย น่าเสียดายจริงๆ

“ชมวิวสวนหลวง ร.9 รับลมริมบึง”
จุดเริ่มต้น : สุขุมวิท 101/1
ปลายทาง : บึงรับน้ำหนองบอน
ระยะทาง : ประมาณ 6.5 กิโลเมตร

สำหรับใครที่อยู่ย่านพระโขนง บางจาก ขอแนะนำเส้นทางอากาศดีและวิวสวย คือจากสุขุมวิท 101/1 จะปั่นไปออกท้ายซอย ถึงท้ายซอยเลี้ยวซ้ายไปสัก 300 เมตรจะมีทางลัดเลี้ยวขวาไปออกถนนศรีนครินทร์ ช่วงนี้รถเข้าออกเยอะต้องระวังกันหน่อย จากนั้นวิ่งตรงไปในซอยทางลัดประมาณ 700 เมตร จะมีสี่แยกแฟมิลี่มาร์ต เราเลี้ยวขวาไปออกฝั่งตรงข้ามพาราไดซ์ปาร์ค ด้านนี้จะไม่ค่อยมีรถใหญ่ แต่มีมอร์เตอร์ไซค์บ้าง

ปั่นต่อไปอีกไม่ไกลก็จะถึงถนนศรีนครินทร์ ข้ามแยกพาราไดซ์ ปั่นผ่านหมู่บ้านเสรีย์ ไปถึงสวนหลวง ร.9 ในสวนหลวงพอปั่นเล่นได้บ้างด้านถนนรอบนอก ด้านในก็มีลู่จักรยานปั่นรอบได้ แต่ต้องระวังเด็กขี่จักรยานกันหน่อยนะ

จากสวนหลวง เราปั่นจนไปถึงทางออกด้านถนนประเวศ จากประตูฝั่งประเวศเลี้ยวซ้ายไปร้อยกว่าเมตร ก็จะถึงปากซอยที่มีป้ายใหญ่ว่าบึงรับน้ำหนองบอน ตรงเข้าไปเกือบหนึ่งกิโลเมตรก็จะถึงบึงกว้างใหญ่ นั่งพักรับลมได้สบายๆ เส้นทางนี้จะมาช่วงเวลาเช้าหรือเย็นก็ได้ตามความสะดวก ได้บรรยากาศไปคนละแบบ

เทคนิคการปั่นจักรยานขึ้นเขา
December 4, 2013 — 4:09

เทคนิคการปั่นจักรยานขึ้นเขา
หากจะพูดถึงทางขึ้นเขา จะมีนักจักรยานน้อยมากที่จะมีความพึงพอใจในผลงานของตัวเอง เพราะการปั่นทางขึ้นเขานั้นนอกจากต้องใช้พละกำลังอันมหาศาลแล้ว ยังจะต้องมีเทคนิคต่าง ๆ มาเสริมในการปั่น โดยเฉพาะการใช้เกียร์นั้นเป็นเรื่องสำคัญมากที่เราควรศึกษาและฝึกฝนตัวเองให้ชำนาญ เพราะหากไม่มีเทคนิคในการเปลี่ยนเกียร์ นอกจากจะทำให้การขี่ขึ้นเขาจะเป็นปัญหาใหญ่หลวงเหมือนที่เขาเรียกว่า “หนักกว่าเข็ญครกขึ้นเขาเสียอีก” ก็ยังจะทำให้ชิ้นส่วนของรถจักรยานของท่านเสียหายได้เช่นกัน
การเปลี่ยนเกียร์ในการขี่ขึ้นเขา
ในการขี่จักรยานขึ้นเขา ไม่เป็นที่น่ายินดีสำหรับคนขี่จักรยานเท่าใดนัก ทุกครั้งที่เห็นเส้นทางข้างหน้าที่เป็นเนินเขาทำให้หลาย ๆ คนบ่นอยู่ในใจเสมอ ๆ ว่า ต้องออกแรงอีกแล้ว บางคนถึงกับถอดใจเอาเสียดื้อ ๆ บางคนต้องทำใจดีสู้เสือ เสียงดีดชิปเตอร์ดังป๊อกแป๊ก ๆ สนั่นหวันไหวเพื่อเปลี่ยนเกียร์ให้เบาลง จะมีน้อยคนนักที่ยังใช้เกียร์เดิมแถมไม่ท้อแท้กับเส้นทางที่มีเนินอยู่ข้างหน้า เขาจะพุ่งเสือสุดที่รักของเขาขึ้นไปอย่างรวดเร็วตามลำดับ ฉะนั้นเทคนิคการใช้เกียร์ในช่วงนี้อาจจะเป็นตัวชี้ว่าจะแพ้หรือชนะก็ย่อมเป็นได้ ท่านลองฝึกหัดตามเทคนิคเหล่านี้ดู [เทคนิคการปั่นเสือภูเขา]
1. เมื่อท่านขี่อย่างเร็วมาถึงเส้นทางที่มีเนินไม่ควรเปลี่ยนเกียร์ให้เบาลงทันทีทันใด
2. ให้ขี่มาด้วยเกียร์เดิมจนท่านมีความรู้สึกว่ารอบขาของท่านเริ่มลดลงจากเดิมก็เปลี่ยนเกียร์ให้เบาลงทีละหนึ่งชั้นเฟือง โดยเริ่มเปลี่ยนจากเฟืองหลังก่อน
3. เมื่อเฟืองหลังได้เปลี่ยนมาจนอยู่ในระดับเฟืองที่ 5 หรือ 4 แล้ว หากรอบขาในการปั่นช้าลง ก็ให้เริ่มเปลี่ยนจานหน้า ลงไปหนึ่งชั้นเฟือง แต่ในขณะเดียวกันเมื่อเปลี่ยนจานหน้าลง รอบขาเริ่มเบาลง ให้เปลี่ยนเฟืองหลังเพิ่มขึ้นอีก 1 ชั้นเฟือง
4. ไม่ควรใช้เกียร์เบามาก ๆ ในการขึ้นเขา และเปลี่ยนให้เป็นเกียร์หนักขึ้นเล็กน้อยเพื่อเร่งความเร็วเมื่อใกล้ ๆ จะถึงยอดเขา
5. ควรคำนึงถึงรอบขาในการปั่นให้มากที่สุดในการใช้เกียร์แต่ละครั้ง
6. ไม่ควรเปลี่ยนเกียร์กระทันหันเมื่อรอบขาไม่สามารถปั่นต่อไปได้ หรือรถเริ่มหยุดการเคลื่อนที่ เพราะจะทำให้ชิ้นส่วนจักรยานเสียหายได้ โดยเฉพาะปัญหาเกี่ยวกับโซ่ขาดจะพบเห็นได้บ่อย ๆ ในขณะขึ้นเขา

กุญแจสำคัญที่จะทำให้การปั่น ดีขึ้น
มีหลายปัจจัยที่จะทำให้การปั่นมี ประสิทธิภาพมากขึ้น ง่ายขึ้น และเมื่อทุกอย่างสมบูรณ์ เราจะปั่นได้เป็นวงกลมราบเรียบไม่กระตุกเหมือนลูกโยโย่(บางทีเรียกถีบ จักรยาน) ปัจจัยมีดังต่อไปนี้

1 การตั้งความสูงของอาน
อานที่สูงไปหรือต่ำไปก็มีผลทำให้การปั่นไม่ดี การหาค่าความสูงของอานที่เหมาะสมคือ วัดความยาวของขาก่อน ใส่ถุงเท้า ยืนชิดผนัง ขาสองขางแยกห่างกัน6นิ้วฟุต วัดจากพื้นถึงง่ามขา ได้เท่าไหร่คูณด้วย.883ค่าที่ได้คือค่าความสูงของอานวัดจากแกนกระโหลกจนถึง ขอบบนของอาน โดยวัดเป็นแนวเส้นตรงตามแนวอานถึงกระโหลก พบว่าถ้าตั้งอานสูงกว่าปกติจะมีแนวโน้มที่จะใช้รอบขาที่สูงเกินไป คนเขียนใช้สูตรนี้ แต่ก็ยังมีอีกหลายสูตรที่ป๋าลูได้อธิบายไว้ในบทความก่อนหน้านี้ ยังไงก็ค่อยๆปรับ พวกมืออาชีพนี่เค้าปรับกันทีละเป็นมิลลิเมตร วันหนึ่ง1-2มิล ผมนี่ใหม่ๆว่ากันเป็นเซนต์

2 จังหวะปั่งลงให้มีความรู้สึกเหมือนปาดโคลนออกออกจากปลายรองเท้า
Greg Lemond แชมป์TDFสามสมัยได้แนะนำเทคนิคนี้ การจินตนาการความรู้สึกนี้จะช่วยลดจุดบอดจุดตอนปั่นจะหวะที่เท้าใกล้จะลง ล่างสุด จะช่วยให้มีการกดน้ำหนังลงช่วงนี้สม่ำเสมอราบเรียบขึ้นและทำให้มีการดึง บันไดขึ้นซึ่งเป็นช่วงต่อจากนี้ได้ต่อเนื่องและราบเรียบขึ้น

3 แทงเข่า
ที่รอบขาสูงๆจะดึงบันไดขึ้นได้ยากกว่าปั่นช้าๆ มีเทคนิคจากNED Overend กล่าว่าถ้าสามารถดึงบันไดขึ้นจะช่วยลดแรงของขาด้านตรงข้ามได้มากเทคนิคนี้ เหมาะสำหรับพวกเสือภูเขาเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากรอบขาจะต่ำกว่าพวกเสือหมอบ การใช้กล้ามเนื้ออีกกลุ่มมาช่วยดึงลูกบันไดนั่นหมายถึงแรงบิดสูงที่ขึ้นแรง ตะกุยมากขึ้น การฝึกให้นึกถึงการแทงเข่าไปที่แฮนด์จังหวะที่เท้าผ่านจุดต่ำสุดขึ้นมาแล้ว ซึ่งจุดนี้ก็เป็นจุดบอดจุดหนึ่งในการปั่นให้ราบเรียบและเป็นวงกลม เป็นการฝึกกล้ามเนื้อน่อง และต้นขาด้านหน้า ซึ่งเป็นกล้ามเนื่อที่นักจักรยานไม่ได้ใช้ตามปกติ

4 การฝึกปั่นกับลูกลิ้ง
การฝึกปั่นกับลูกลิ้งสามลูกจะช่วยในการทรงตัวและสมดุล ถ้าปั่นที่รอบขาสูงๆแล้วแกว่งแสดงว่ารอบขายังไม่ได้ ให้ใช้เทปแปะห่างกัน6นิ้ว ซ้อมให้ล้อหน้าอยู่ระหว่างเทปสองเส้นนี้ เมื่อฝึกไปเรื่อยๆ รอบขาดีขึ้น เราจะนื่งมากขึ้น ก็ชิดเทปทั้งสองให้เข้าใกล้มากขึ้นเรื่อยๆ

5 ฝึกขี่จักรยานที่ไม่มีfreeขา
การฝึกขี่จักรยานที่ไม่มีfreeขาจะทำให้เราได้ฝึกขี่ที่รอบขาต่างๆกัน จังหวะที่เป็นจุดบอดในการปั่น แรงดึงหรือดันที่ส่งผ่านลูกบันไดมาดันหรือดึงเท้าจะบอกให้เรารู้ว่าจุดบอด ของเราอยู่จังหวะไหนเช่น จังหวะที่เท้าข้างขวาผ่านจุดต่ำสุดเราได้ความรู้สึกว่ามีแรงมาดันลูกบันได ที่เท้าขวาซึ่งแรงดันนี้มาจากแรงกดบันไดข้างซ้าย แสดงว่าช่วงจังหวะนี้ควรจะเป็นจังหวะที่เท้าขวาต้องออกแรงดึงลูกบันไดแล้ว ควรฝึกกับลูกกลิ้งที่บ้าน หรือถ้าจะขี่บนถนนรถต้องมีเบรคด้วย

6 ฝึกปั่นขึ้น ลงเขา จังหวะที่ขี่ลงเขาไม่ต้องเพิ่มเกียร์ให้หนักขึ้นเพื่อที่จะได้ฝึกปั่นที่รอบ ขาสูงๆ110-120รอบหรือมากกว่า พยายามนั่งปั่นบนอานให้สะโพกและลำตัวนิ่งที่สุดการฝึกแบบนี้จะช่วยให้มี สมาธิ และผ่อนคลาย สำหรับตอนขึ้นเขาเลือกใช้เกียร์ที่เหมาะสม นั่งปั่นบนอาน ปั่นด้วยจังหวะที่สม่ำเสมอ และพยายามปั่นให้เป็นวงกลมราบเรียบไม่กระตุก รอบขาต้องพอดีที่ทำให้สมองกับขาสามามารทำงานสัมพันธ์ได้ ฝึกกล้ามเนื้อน่องโดยใช้เทคนิคแทงเข่าของNED OVEREND กรณีที่ไม่มีเขา ก็ซ้อมเวลา ขี่ตาม-ทวนลมก็ได้

อาหารเพื่อนักปั่น
December 2, 2013 — 6:05

จะไม่ให้พูดถึงก็คงไม่ได้การขี่จักรยานเพื่อสุขภาพ ก็เป็นช่วงอินเทรนด์ของคนที่รักการออกกำลังกาย รักสุขภาพและรักการขี่จักรยาน และได้ก่อตั้งชมรมต่างๆ มากมาย ในเรื่องการปั่นจักรยานสิ่งที่สำคัญที่สุดคือเรื่องอุปกรณ์สำคัญมากในเรื่องความปลอด ภัยและเรื่องของอาหารการกินเป็นสิ่งสำคัญสำหรับนักปั่นจักรยานทั้งมืออาชีพและมือสมัครเล่นซึ่งมีหลักโภชนาการต่างๆดังนี้

1.เป็นพลังงานความร้อนที่ช่วยให้ร่างกายสามารถคงอุณหภูมิให้คงที่การทำงานที่ดีของระบบต่างๆ

2.เป็นพลังงานสำหรับใช้ในการเคลื่อนไหวสำหรับส่วนต่างๆของร่างกายที่ต้องใช้พลังงานกล้ามเนื้อ

3.ต้องได้น้ำเพื่ควบคุมอุณหภูมิของร่างกายและดูแลการไหลเวียนโลหิต

4.ได้วัตถุดิบที่จะช่วยเสริมสร้างและช่วยซ่อมแซมส่วนต่างๆของร่างกาย

5.ต้องได้เอมไซม์เพื่อเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาทางเคมีเรื่องต่างๆสำหรับเรื่องต่างๆที่กล่าวมาทั้งหมด

นอกจาก 5 ข้อที่ได้แนะนำ ยังมีคำแนะนำของนักวิจัยเกี่ยวกับอาหารและเครื่องดื่มที่ควรทานหลังออกกำลังกายมากฝาก

1.ชาดำและชาเขียว(ไม่ผสมน้ำตาล) นักวิทยาศาสตร์การกีฬาพบว่า สารสกัดจากชาดำและชาเขียวมีส่วนช่วยให้อาการชะลออาการปวดกล้ามเนื้อจากการปั่นจักรยาน จึงควรดื่มชาทั้งก่อนและหลังการปั่นจักรยานจึงเหมาะที่สุด

อาหารที่เหมาะกับนักปั่น

2.แซลมอน ซึ่งมีประโยชน์ต่อสุขภาพหัวและหลอดเลือดนักวิจัยในออสเตเลีย พบว่านักปั่นจักรยานที่ได้รับไขมันปลาแซลมอนติดต่อกันถึง 8 สปดาห์ จะมีอัตราการเต้นของหัวใจช้าลงและเกิดอาการหอบเหนื่อยน้อยลงขณะปั่นจักรยาน

อาหารเพื่อนักปั่น

3.ถั่วเหลืองเต้าหู้ กรดอะมิโนที่อยู่นั่วเหลืองมีส่วนช่วยในการหยุดการอ่อนล้าของกล้ามเนื้อในระหว่างการปั่นในระยะไกลๆ นมถั่วเลืองที่ผสมช๊อกโกแลตจะเป็นส่วนที่ เป็นเครื่องดื่มที่จะช่วยให้ร่างกายนักปั่นพยายามสามารถฟื้นฟุร่างกายนักปั่นได้อย่างรวดร็ว

แนะนำวิธีกินเพื่อนักปั่น

กระเป๋าเอาใจนักปั่น
November 30, 2013 — 5:57

การขี่จักรยานในการเดินทาง เป็นวิธีที่ได้รับความนิยมมากขึ้น ทว่าอันตรายจากการขี่บนท้องถนนก็ยังคงเป็นสิ่งที่นักปั่นทั้งหลายเป็นกังวล เพราะจักรยานไม่มีสัญญาณไฟด้านหลัง ที่บ่งบอกผู้ใช้รถใช้ถนนว่าต้องการเลี้ยวซ้ายหรือเลี้ยวขวา

แต่ปัญหาและอันตรายของนักปั่นน่องเหล็กเหล่านี้จะหมดไป เมื่อ อี มยองซู หนุ่มนักออกแบบชาวเกาหลีใต้ ได้ออกแบบกระเป๋า “เซล” ที่มีหน้าจอแอลอีดีกันน้ำได้อยู่ที่ด้านหลัง ซึ่งสามารถแสดงสัญญาณภาพต่างๆ ออกมาได้ ไม่ว่าจะเป็นลูกศรเลี้ยวซ้าย เลี้ยวขวา หยุด หรือไฟฉุกเฉิน

ในส่วนของระบบการสั่งการ จะสามารถบังคับผ่านอุปกรณ์บลูทูธ ซึ่งติดตั้งอยู่ที่แฮนด์บังคับรถ ในขณะเดียวกัน สัญญาณต่างๆ ที่แสดงอยู่ด้านหลังกระเป๋านั้น เจ้าของยังสามารถออกแบบได้เองผ่านแอพพลิเคชั่นพิเศษได้อีกด้วย

“กระเป๋าใบนี้ถูกออกแบบเพื่อต้องการให้ผู้ขับขี่รถเห็นสัญญาณจราจรต่างๆ โดยตรงผ่านจอภาพบนกระเป๋า เช่น กำลังขับ หยุด หรือสัญญาณฉุกเฉิน” อี ดีไซเนอร์ที่สร้างสรรค์เซลนับตั้งแต่ปี 2010 กล่าว

ทั้งนี้ โครงการผลิตกระเป๋าออกขายกำลังอยู่ในช่วงระดมทุนผ่าน “คิกสตาร์ตเตอร์” หลังจากที่เพิ่งได้รับรางวัลชนะเลิศด้านการออกแบบมาหมาดๆ โดยกระเป๋าสะพายหลังราคาจะอยู่ที่ 299 เหรียญสหรัฐ และกระเป๋าคาดเอวจะอยู่ที่ 199 เหรียญสหรัฐ

กระเป๋าของนักปั่น

« Previous PageNext Page »